name
 
 

อุทัย’ลั่นไม่รับรธน.50ชี้ทำการเมืองอ่อนแอเปิดช่องทหารปฏิวัติ

พีทีวีนิวส์ , 24 กรกฏาคม 2550 : อดีตประธานรัฐสภาประกาศไม่รับรธน.ในวันที่ 19 ส.ค.นี้เด็ดขาด ชี้เป็นการทำให้การเมืองไทยยวบไม่มีพลัง เปิดช่องทางให้มีการปฏิวัติง่าย แนะจัดดีเบตทางโทรทัศน์มีส่วนช่วยปชช.เข้าใจขึ้นได้ เผยไม่ลงส.ส.-ส.ว.แต่พร้อมอยู่แวดวงการเมืองต่อไป

นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตประธานรัฐสภา ยืนยันชัดเจนในการกล่าวปาฐกถา เรื่อง “ การเมืองไทย 24 กรกฎา 50 ” ที่ศูนย์ศึกษาเอเชียอาคเนย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2550 ที่จะทำประชามติในวันที่ 19 สิงหาคมนี้ เพราะเห็นว่า ทำให้การเมืองอ่อนแอ และถอยหลังยิ่งกว่าฉบับปี 2540 และว่า ที่ผ่านมาไม่ออกมาให้ความเห็น เพราะเกรงถูกมองว่าปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ร่วมร่าง

นายอุทัยกล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปรียบเหมือนทั้งกงจักรและดอกบัว มีทั้งชั่วและดี โดยในส่วนที่ดีคือ ให้สิทธิเสรีภาพประชาชน มีคุณธรรม จริยธรรมทางการเมือง เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบสูงขึ้น แต่ในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยเครือข่ายที่ตรวจสอบ ขณะที่ ข้อเสีย อาทิ ส.ส. สามารถเป็นรัฐมนตรีได้โดยไม่ต้องลาออก ส่งปัญหากลุ่มมุ้งการเมือง อีกทั้งเป็นการฆาตกรรมนักการเมืองที่ดี เพราะการแบ่งเขตที่กว้างขึ้นอาจทำให้นักการเมืองที่มีทุนน้อยหาเสียงลำบาก ดูแลประชาชนไม่ทั่วถึง เนื่องจากเขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น และอาจจำเป็นต้องเข้ากลุ่มมุ้ง ส่งผลให้มีการต่อรอง

ทั้งนี้นายอุทัย ให้ความเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จัดทำขึ้นเพื่อต้องการให้การเมืองไทยมีความเข้มแข็ง เพราะการเมืองไทยในอดีตทำให้การพัฒนาประเทศไทยลำบาก เปลี่ยนรัฐบาลโดยไม่ได้มีการสานต่อนโยบายต่าง ๆ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กลับทำให้การเมืองอ่อนแอลง

ส่วนการที่ออกมารณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อนแล้วค่อยมาแก้ไขภายหลังนั้น นายอุทัย มองว่า อาจไม่สามารถทำได้สำเร็จ เพราะมีหลายปัจจัย เช่น ส.ว.และ ส.ส. ที่มาจากการคัดสรร คงไม่ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของตัวเอง รวมทั้งคนที่ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งคงไม่ต้องการแก้ไขเรื่องเขตเลือกตั้งที่ใหญ่ขึ้น และอาจมีการหยิบยกเรื่องการลงประชามติที่ประชาชนทั่วประเทศเห็นชอบ มาเป็นข้ออ้างไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนเพียง 50,000 หรือ 200,000 คนเข้าชื่อขอแก้ไข

ส่วนกรณีที่ประชาชนไม่เข้าใจเนื้อหารัฐธรรมนูญนั้น นายอุทัย กล่าวว่า การจัดเวทีอภิปรายใหญ่ หรือดีเบต ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ น่าจะมีส่วนช่วยได้ ขณะที่ความสนใจของประชาชนในการพูดคุยและแสดงความเห็นต่อกันก็เป็นอีกทางที่ช่วยได้ ขณะที่ต้องเร่งทำความเข้าใจด้วยว่า การจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ต้องมีการเลือกตั้งแน่นอน

“ ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผมตัดสินใจแล้ว แต่ผมไม่เคยพูดว่า ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ รับไปเถอะ แต่แก้ภายหลังไม่สำเร็จหรอก ถ้าอยากให้การเมืองอ่อนแอ กลับมาปฏิวัติอีก ก็รับไปเถอะ การที่นายกรัฐมนตรีบอกให้เลือกว่า จะเอาของที่อยู่ตรงหน้า หรือเอาของที่ซ่อนไว้ ถ้าของที่เห็นเฮงซวยก็ไม่เอาดีกว่า รอได้ และถ้าร่างฉบับใหม่ไม่ผ่าน ก็ควรเอาฉบับ ปี 2540 มาแก้ไข ถ้าประชาชนไม่เอา แล้วเอาของที่เลวกว่าเดิมมาให้ ก็จะเป็นการดูถูกประชาชนได้ ” นายอุทัย กล่าว

นอกจากนี้ นายอุทัย ยืนยันที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. อีกแล้ว แต่จะยังคงอยู่ในแวดวงการเมืองต่อไป ไม่ทิ้งการเมืองแน่นอน เพราะสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ได้พบจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ที่เดินทางไปราชการ จ.ชลบุรี บ้านเกิดของตัวเอง เมื่อสมัยยังเด็ก เลยมีความคิดที่ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีบ้าง และว่า การไม่ลงเลือกตั้ง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง จึงสามารถวิจารณ์รัฐธรรมนูญได้เต็มปาก เพราะระบอบประชาธิปไตยเริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญ และเป็นเรื่องสำคัญ

นายอุทัย ด้วยกล่าวว่า การที่ไม่ฟ้องศาล กรณีที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทำการรัฐประหาร เหมือนในอดีตที่เคยฟ้องจอมพลถนอม กิติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ ในฐานะกบฏผู้ล้มล้างรัฐธรรมนูญนั้น เพราะไม่ต้องการเสียเวลา เปลืองกระดาษ เนื่องจากผลที่ได้รับคงเหมือนเดิม ส่วนการไม่ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เพราะเป็นคนละคนกัน และพูดไปก็คงไม่มีใครฟัง เพราะตัดสินใจแล้วก็ว่ากันไป เช่น นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปก. ก็ตัดสินแล้ว อีกฝ่ายก็ตัดสินใจอีกอย่าง และขณะนี้กำลังจะเข้าสู่กระบวนการตัดสิน

นายอุทัย กล่าวถึง คดียุบพรรคไทยรักไทย ว่า สิ่งที่ควรยึดถือคือ ยุติ เพราะสังคมที่ไม่มีข้อยุติก็ไม่สามารถอยู่ได้ การที่จะถูกใจหรือไม่ ถ้ายุติก็ต้องทำตามนั้น แต่บางคนไม่พอใจที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ซึ่งหากยุติบทบาทตามคำตัดสินก็สามารถไปทำอย่างอื่นได้ พร้อมยกตัวอย่างตัวเอง สมัยที่ถูกคณะปฏิวัติจับขังคุก ก็ยอมยุติ พอถูกปล่อยตัวก็จบ เพราะหากไม่ยุติ ก็ไม่สามารถอยู่ได้ตามกติกา การเมืองเหมือนสวมหัวโขน แต่ถ้าจบก็ต้องจบ อย่างไรก็ตาม เห็นว่า อย่าหวังพึ่งจริยธรรมทางการเมืองของนักการเมือง