ในโลกยุคปัจจุบัน คณะทหารทราบดีว่าไม่มีสังคมอารยะและเป็นประชาธิปไตยใดที่จะยอมรับการ รัฐประหาร หรือการใช้ปืนยึดอำนาจรัฐ คณะทหารจึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะสร้างความชอบธรรม และหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องการยึดอำนาจที่ผ่านมา คณะทหารต้องพยายามอย่างหนักและด้วยทุกวิธีการที่จะสร้าง ความชอบธรรม ให้แก่การกระทำของตน และยังต้องสร้างหนทางสืบทอดอำนาจให้แก่หัวหน้าคณะทหารผู้ทำการรัฐประหารด้วย
ทหารรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถบริหารประเทศหรือควบคุมอำนาจอธิปไตยอื่น ๆ ได้นานนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตุลาการ เวลาของทหารกำลังจะหมดลง และทหารเหล่านี้รู้ดีว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่พวกเขาจะวางมือจากอำนาจโดยไม่ต้องรับผลจากการกระทำต่าง ๆ อันเกิดจากการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมของพวกเขา ตั้งแต่มีการทำรัฐประหาร พวกเขาทำผิดกฎหมายหลายเรื่องและการฟ้องร้องดำเนินคดีโดยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบก็จะตามมา
และนี่คือเหตุผลที่ทำให้คณะทหารต้องบรรจุมาตรา 309 ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
มาตรา 309 : การใด ๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ว่า เป็นการชอบด้วยกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวัน ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ทั้งคณะทหารและบริวารต่างรู้ดีว่า เรื่องต่าง ๆ ที่พวกเขาได้กระทำลงไปล้วนผิดกฎหมายและแม้แต่ประกาศของ คปค. ในหลาย ๆ เรื่อง ก็เป็นเรื่องที่ผิดรัฐธรรมนูญ บางเรื่องที่คณะทหารและลูกสมุนทำลงไปเป็นความผิดอาญาด้วยซ้ำไป และพวกเขาก็รู้อยู่แก่ใจดี การที่พวกเขานำบท นิรโทษกรรม มาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จึงเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อหาทางเอาตัวรอดจากการกระทำผิดกฎหมายที่ได้ก่อไว้แล้วมากมาย และสิ่งที่คณะรัฐประหารกลัวที่สุดคือ การที่ผู้พิพากษารุ่นต่อไปจะมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำต่าง ๆ ของ คปค. รวมทั้ง คตส. ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ขัดรัฐธรรมนูญ เหมือนที่ศาลฎีกาเคยตัดสินไว้ในเรื่องการอายัดทรัพย์ของรสช. เมื่อนั้นทั้งคณะทหารและบริวารอย่าง คตส. ก็คงถึงเกณฑ์ชะตาขาด
เมื่อคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ล่วงหน้า คณะทหารจะมีแผนการอย่างไร
คำตอบก็ง่ายมาก คณะทหารต้องหามาตรการที่จะทำให้บริวารของตนอยู่ในตำแหน่งต่อไปให้นานที่สุดโดยเฉพาะตำแหน่งทางด้านตุลาการรัฐธรรมนูญ ด้วยวิธีการนี้ หากจะมีใครฟ้องร้องคณะทหาร หรือบริวารเยี่ยง คตส. เป็นคดีความต่อศาล ซึ่ง คตส. เองก็ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์โดยผิดกฎหมายและโดยรู้อยู่ว่า ศาลฎีกาในสมัย รสช. เคยมีคำพิพากษาออกมาแล้วว่าการอายัดทรัพย์โดยคำสั่งคณะปฏิบัติเป็นเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญด้วยเหตุนี้ เพื่อความอยู่รอดของทหารและบริวาร คดีความต่าง ๆ เหล่านั้นจะต้องถูกพิจารณาโดยบริวารของคณะทหาร เหมือนกับที่เคยมีการพิพากษาคดีเพื่อตอบสนองแผนบันได 4 ขั้น สู่อำนาจของ คมช. มาแล้ว
อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเชื่อตามข้อเขียนของเรา เราไม่ใช่สื่อมวลชนไทยที่ฟุ้งแต่ความเห็นโดยไม่กล้าชี้แจงข้อเท็จจริง
เราขอเสนอข้อเขียนของนักกฎหมายหัวกะทิระดับอาจารย์ของคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเพื่อประกอบการพิจารณาของท่าน
เราคัดข้อความบางส่วนจากแถลงการณ์ฉบับวันที่ 22 กรกฎาคม 2550 ของ 6 คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, อาจารย์ ดร. ฐาปนันท์ นิพิฎฐกุล, อาจารย์ ปิยบุตร แสงกนกกุล และ อาจารย์ ธีระ สุธีวรางกูร ดังนี้
3.5 เป็นที่ชัดเจนว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ให้ความสำคัญและเพิ่มบทบาทแก่องค์กรตุลาการมากเป็นพิเศษ ดังจะเห็นได้จากกระบวนการสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหลายตามรัฐธรรมนูญ ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานศาลฎีกาและบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือก ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด และบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดคัดเลือก เข้าไปเป็นกรรมการสรรหา ในส่วนของศาลยุติธรรม นอกจากศาลยุติธรรมจะเข้าไปมีบทบาททางการเมืองผ่านทางการสรรหาบุคคลไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและวุฒิสภาแล้ว ศาลยุติธรรมยังมีบทบาทในการพิจารณาคดีทางการเมืองอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือคดีเลือกตั้งภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ความข้อนี้ แสดงให้เห็นว่าคดีที่เกี่ยวพันกับนักการเมืองต่างตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลยุติธรรม โดยที่ไม่มีการสร้างระบบถ่วงดุลที่เหมาะสมให้ศาลยุติธรรมต้องตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กรอื่น
3.6 สมควรกล่าวด้วยว่า เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ร่างรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการขยายระยะเวลาเกษียณอายุของผู้พิพากษาโดยกำหนดให้ตรากฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมดำรงตำแหน่งได้ถึงอายุครบ 70 ปี ความสำคัญของกรณีดังกล่าว มิได้อยู่ที่ว่าการขยายระยะเวลาเกษียณอายุของผู้พิพากษาจะเหมาะสมหรือไม่ หากอยู่ที่ว่ามีความจำเป็นเพียงใดที่ต้องกำหนดกรณีดังนี้ไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่การกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในองค์กรทั้งหลายของรัฐ ควรมอบหมายให้เป็นการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติตามแต่นิตินโยบาย อนึ่ง จำเป็นต้องตั้งข้อสังเกตให้เห็นว่าไม่ปรากฏบทบัญญัติการขยายเวลาเกษียณอายุของผู้พิพากษาดังกล่าวนี้ในร่างรัฐธรรมนูญชั้นรับฟังความคิดเห็น
3.8 ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหลายมาตรากำหนดการสืบทอดการดำเนินการขององค์กรที่คณะรัฐประหารรับรองไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของบุคคลในองค์กรอิสระที่ให้ดำรงตำแหน่งไปจนครบวาระ ทั้งๆที่เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ความชอบธรรมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กรดังกล่าวน่าจะหมดสิ้นไป และควรจะกำหนดให้บุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีกระยะหนึ่งเท่านั้น เพื่อเปิดโอกาสให้มีการสรรหาใหม่โดยให้มีที่มาซึ่งยึดโยงกับอำนาจโดยอ้อมของประชาชนผ่านทางรัฐสภา นอกจากนี้ ไม่มีการกำหนดห้ามสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมิได้เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมัครรับเลือกตั้งหรือเข้ารับการสรรหาเพื่อเป็นสมาชิกวุฒิสภา อีกทั้ง มาตรา 308 ของร่างรัฐธรรมนูญยังได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยไม่มีการอธิบายใดๆจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญว่า เหตุใดต้องเป็นคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันที่มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กรณีดังนี้ จึงมิอาจมองให้เป็นอย่างอื่นได้ นอกจากว่าบทบัญญัติในมาตรา 308 คือช่องทางแห่งการสืบทอดอำนาจในอีกลักษณะหนึ่งของรัฐบาลของคณะรัฐประหาร เท่านั้น
เมื่ออำนาจแถลงการณ์ของคณาจารย์ธรรมศาสตร์ทั้ง 6 ท่าน ประกอบข้อเท็จจริงแล้ว คำถามที่เรามีก็คือ ถ้าคน ๆ หนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งได้รับผลประโยชน์ส่วนตัวจากเงื่อนไขของร่างรัฐธรรมนูญประชามติจอมปลอมนี้
คน ๆ นั้น หรือกลุ่มนั้นจะคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนรวมกันแน่ ถ้าอ้างว่าคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ทำไมไม่ต่อต้านหรือยืนยันว่าไม่ต้องการประโยชน์จากการต่ออายุโดยกลุ่มทหารที่ยึดอำนาจโดยผิดกฎหมายเช่นนี้ ท่าน ที่อ้างว่าเป็นผู้รักษากฎหมาย กความเป็นธรรม เป็นผู้มีเกียรติมารอ รับของโจรอยู่ได้อย่างไรเล่า
การ ต่ออายุผู้พิพากษา แบบนี้ จะตีความได้หรือไม่ว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการ ให้สินบน แล้ว ผู้รับ เมื่อรับประโยชน์ที่เขาจัดให้มาแล้ว ต้องตอบแทนพระคุณกันอย่างไร
อีกอย่าง ถ้าเป็น คนดี จริง ทำไมไม่นำเรื่องนี้เข้าสู่การประชาพิจารณ์ หรือว่ามีอะไรต้องปกปิด หรือว่าอารามที่ อยากได้ จนลืมภาพ คุณธรรม ที่เอาคลุมหลอกคน
ถ้า ผู้พิพากษา เห็นแก่ได้ เห็นแก่อามิสสินจ้างที่ โจรปล้นประชาธิปไตย จัดให้จริงแล้ว ชาวไทยยังจะเหลือความหวังใด ๆ ในกระบวนการยุติธรรมได้อีกหรือ