name
 
 

คตส. จิกซอว์ต่อแผนสืบทอดอำนาจ คมช.

แผนการที่แท้จริงของ คมช. เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา แม้หลายๆ คนจะสามารถคาดเดาล่วงหน้าถึงพฤติกรรมของผู้ทำการรัฐประหารได้

คณะทหารผู้ทำการยึดอำนาจรัฐจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วตั้งชื่อตัวเองเสียใหม่ว่าเป็น “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือ คปค. ได้ให้เหตุผลข้อหนึ่งของการยึดอำนาจครั้งนี้ว่าเป็นเพราะการทุจริตคอร์รับชั่นอย่างมากมายของรัฐบาลภายใต้การนำของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ด้วยเหตุนี้เอง คณะทหารจึงจำเป็นต้องตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน” ขึ้นมาเพื่อทำการสืบสวนสอบสวนบรรดาข้อกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดต่อรัฐบาลขึ้น แม้ว่าจะมีหน่วยงานอิสระของรัฐอยู่แล้วอย่างน้อย 2 แห่ง ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในภารกิจด้านป้องกันและปราบปรามการกระทำเป็นการทุจริต ได้แก่ ปปช. และ ปปง.

เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2549 คปค. จึงได้ออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 23 เรื่องการตรวจสอบทรัพย์สินขึ้น แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน คปค. ก็พบว่าตัวเองไม่สามารถ “สั่ง” คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินชุดนี้ได้

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบก็คือ เพราะองค์ประกอบของคณะกรรมการตรวจสอบชุดนี้ไม่ใช่กลุ่มบุคคลที่จะยอมให้ “คณะทหาร” มาสั่งการหรือมีอิทธิพลเหนือตนได้ (โปรดดูประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 23) กรรมการของคณะกรรมการตรวจสอบชุดนี้ประกอบด้วย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของหลากหลายหน่วยงาน ยกตัวอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทยและอัยการสูงสุดทั้งสองหน่วยงานเป็นหน่วยงานชั้นนำของประเทศที่มีกฎระเบียบ มาตรฐาน ขั้นตอนการดำเนินงานของตนเอง การที่ผู้นำสูงสุดขององค์กรแบบนี้จะปฏิบัติตาม “คำสั่ง” หรือ “ธง” ของ คปค. จึงไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่จำนวนมากขององค์กรเหล่านี้ยังมีความ “เป็นกลาง” ทางการเมืองอยู่

ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน คปค. ก็ทราบว่าอาจกุมบังเหียนได้ไม่เด็ดขาด “ธง” ที่ส่งให้อาจไม่มีคนรับช่วงต่อ จึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวกรรมการของคณะกรรมการชุดนี้ให้เป็นกลุ่มบุคคลธรรมดา เพื่อที่จะได้ง่ายต่อการ “สั่งการ” และส่ง “ธง” ให้ดำเนินการตามแผนบันได 4 ขั้น ที่นายใหญ่วาดไว้

หกวันให้หลัง วันที่ 30 กันยายน 2549 คปค. ได้ออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30ได้เปลี่ยนคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินทั้งชุด โดยได้แต่งตั้งบรรดาบุคคลที่เป็น “ศัตรูทางการเมือง” ของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรให้มาดำรงตำแหน่งเพื่อ “ล้างแค้น” เป็นการส่วนตัว

และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กระบวนการจองล้างจองผลาญ ใส่ร้ายป้ายสี ใส่ความ
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวก็เริ่มขึ้น

แต่สิ่งเดียวที่คณะกรรมการชุดนี้ยังทำไม่สำเร็จ คือการหาพยานหลักฐานว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรทำการทุจริต คอร์รัปชั่นหรือได้ประโยชน์ส่วนตัวแม้แต่บาทเดียวจากข้อกล่าวหาทั้ง 11 เรื่อง!

แต่ไม่เป็นไร นาทีนี้ไม่มีความจำเป็นต้องรอจนกว่าจะมีพยานหลักฐานเพียงพอ ไม่ต้องรอให้การสืบสวนสอบสวนต่างๆ แล้วเสร็จ คตส. สามารถทำตาม “ใบสั่ง” ด้วยการอายัดทรัพย์ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรและครอบครัวก่อน แล้วค่อยให้พวกเขามาพิสูจน์เอาเองในภายหลังว่าบริสุทธิ์!

ทีมนักกฎหมายที่รับใช้ทหารเผด็จการอยู่ก็ทราบดีว่า ในคดียึดอายัดทรัพย์ รสช. โดยเผด็จการรุ่นพี่นั้น ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยออกมาเป็นบรรทัดฐานแล้ว่า การยึดหรืออายัดทรัพย์โดยคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ตั้งโดย รสช. นั้น ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อหลักนิติธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญ และมีคำสั่งให้ยกเลิกการยึดอายัดทรัพย์สินทั้งหมด

หน้าที่ของกลุ่มนักกฎหมายผู้รับใช้เผด็จการจึงต้องดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยเดิม

โปรดอ่านมาตรา 208 และมาตรา 300 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จัดทำร่างโดยกลุ่มบุคคลที่คณะทหารแต่งตั้งและมอบหมาย

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย และไม่เคยมีมาก่อนในนิติประเพณีใดๆ ที่จะให้คณะรัฐประหารต่ออายุตัวประธานศาลฎีกาคนปัจจุบันและประธานศาลปกครองคนปัจจุบันต่อไปในตำแหน่งประธานและรองประธานตุลาการรัฐธรรมนูญต่อไปอีกเป็นเวลา 9 ปี

นอกจากนี้ ยังมีการต่ออายุคณะผู้พิพากษาศาลฎีกาชุดนี้ออกไปอีก 10 ปี โดยวาระการต่ออายุเหล่านี้ไม่เคยมีการนำเสนอในชั้นรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาก่อนเลยด้วย

ด้วยวิธีการนี้เป็นการป้องกันมิให้ผู้พิพากษารุ่นใหม่ที่ยึดในหลักนิติธรรมสามารถมากลับคำวินิจฉัยของ คตส. ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองคนปัจจุบันได้ในอนาคต

ลาทีประชาธิปไตย ลาก่อนหลักนิติธรรม